ขนมไทย
ขนมไทย
หัตถกรรมความอร่อยที่แสดงออกถึงความอ่อนช้อยของความเป็นไทย
ตั้งแต่ครั้งอดีตกาลที่ก่อกำเนิดภูมิปัญญาไทยหลากหลายอย่างให้สืบสานต่อทั้งวิถีชีวิตประเพณี
วัฒนธรรม ที่สามารถนำวัสดุมีอยู่ในท้องถิ่นมาปรุงแต่งเป็นของหวานได้มากหลายรูปแบบ
จัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าคนไทยมีลักษณะนิสัยอย่างไร
เพราะขนมแต่ละชนิดล้วน มีเสน่ห์ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อน ประณีต
วิจิตรบรรจงในรูปลักษณ์ ตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ วิธีการทำที่กลมกลืน ความพิถีพิถัน
สีที่ให้ความสวยงาม มีกลิ่นหอม รสชาติของขนมที่ละเมียดละไมชวนให้รับประทาน
แสดงให้เห็นว่าคนไทยเป็นคนใจเย็น รักสงบ มีฝีมือเชิงศิลปะ
คำว่า "ขนม" เข้าใจว่ามาจากคำสองคำที่มาผสมกันคือ
"ข้าวหนม" และ "ข้าวนม" เข้าใจว่าเป็นข้าวผสมน้ำอ้อย น้ำตาล
โดยอนุโลมคำว่าหนม แปลว่า หวาน
ข้าวหนม ก็แปลว่า ข้าวหวาน เรียกสั้นๆ เร็วๆ ก็กลายเป็น ขนม ไป
ส่วนที่ว่ามาจากข้าวนม (ข้าวเคล้านม) นั้นดูจะเป็นตำนานแขกโบราณ อย่างข้าวมธุปายาส (ที่นางสุชาดาทำถวายพระพุทธเจ้าเมื่อตอนตรัสรู้ก็ว่าเป็นข้าวหุงกับนม)
ข้าวหนม ก็แปลว่า ข้าวหวาน เรียกสั้นๆ เร็วๆ ก็กลายเป็น ขนม ไป
ส่วนที่ว่ามาจากข้าวนม (ข้าวเคล้านม) นั้นดูจะเป็นตำนานแขกโบราณ อย่างข้าวมธุปายาส (ที่นางสุชาดาทำถวายพระพุทธเจ้าเมื่อตอนตรัสรู้ก็ว่าเป็นข้าวหุงกับนม)
คำว่า ขนม มีใช้มาหลายร้อยปียากจะสันนิฐานแน่นอนได้ เช่นเดียวกับไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่า
"ขนมไทย" เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยใดเป็นครั้งแรก แต่ตามประวัติศาสตร์ไทยมีหลักฐานตอนหนึ่งว่า
มีการจารึกชื่อขนมในแท่งศิลาจารึก เป็นการจารึกแบบลายแทงสมัยโบราณ ขนมที่ปรากฏคือ "ไข่กบ นกปล่อย
บัวลอย อ้ายตื้อ" ถามผู้ใหญ่ดูถึงได้รู้ว่า ไข่กบ หมายถึง เม็ดแมงลัก นกปล่อย หมายถึง
ลอดช่อง บัวลอย หมายถึง ข้าวตอก อ้ายตื้อ หมายถึง ข้าวเหนียว
ขนมทั้งสี่ใช้น้ำกระสายอย่างเดียวกันคือ "น้ำกะทิ" โดยใช้ถ้วยใส่ขนม ซึ่งเราเรียกการเลี้ยงขนม ๔ อย่างนี้ว่า "ประเพณี ๔
ถ้วย"
ขนมประเภทที่ใช้ข้าว (แป้ง) น้ำตาล มะพร้าว
คงจะมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เพราะมีการติดต่อกับต่างประเทศ
กล่าวว่าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
มีท่านผู้หญิงของเจ้าพระยาวิชาเยนชร์บรรดาศักดิ์ "ท้าวทองกีบม้า" ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับชาวพนักงานของหวาน
ได้ประดิษฐ์คิดค้นขนมตระกูลทองเพราะมีไข่ผสมคือ ทองหยิบ ทองหยอด ทองพลุ ฝอยทอง
ทองโปร่ง เป็นต้น
กาพย์เห่ชมเครื่องคาว-หวาน
บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๒
ที่ทรงพระราชนิพนธ์ ชมพระศรีสุริเยนทรา บรมราชชนนีด้วยกระบวนแต่งเครื่องเสวย
ที่ไม่มีผู้ใดจะเสมอได้ในครั้งนั้น ด้วยกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่ไพเราะยิ่ง
ในฝีพระหัตถ์ด้วย
ข้าวเหนียวสังขยา
วิธีทำ
1.
แช่ข้าวเหนียวใส่น้ำพอท่วม
ทิ้งไว้ค้างคืนหรืออย่างน้อย 3 ชั่วโมง สงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ
ใส่หวดหรือลังถึงปูด้วยผ้าขาวบาง นึ่งประมาณครึ่งชั่งโมง
2.
ผสมกะทิ เกลือป่น และน้ำตาลทราย
ตั้งไฟจนน้ำตาลและเกลือละลาย ยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่ภาชนะไว้
3.
พอข้าวเหนียวสุก ยกลงเทใส่กะละมัง ค่อยๆ
เทกะทิลงข้าวเหนียว คนด้วยไม้พายให้ข้าวเหนียวกับกะทิเข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้จนระอุดี
4.
ผสมกะทิ น้ำตาลและไข่เป็ด ตีให้เข้ากัน
กรองด้วยผ้าขาวบางลงถาดสำหรับนึ่ง นึ่งประมาณ 20-30 นาที จนสุก
5.
จัดข้าวเหนียวลงจาน ตักสังขยาใส่หน้า
เสิร์ฟรับประทาน
ซ่าหริ่ม
วิธีทำ
1.
ผสมแป้งถั่วเขียวกับน้ำดอกมะลิ 5 ถ้วย น้ำใบเตย 1
ถ้วย คนให้เข้ากัน อย่าให้แป้งเป็นเม็ด ใส่กระทะทอง
ตั้งไฟกวนไปทางเดียวกัน อย่าให้แป้งติดก้นกระทะ กวนจนแป้งสุกใส
2.
ตักแป้งที่สุกแล้ว ใส่ลงในกระป๋องที่เจาะรูเล็กๆ หลายรู
ยกกระป๋องให้สูงจากอ่างน้ำเย็น แล้วกดแป้งเป็นระยะ ให้แป้งลอดรูออกมาเป็นเส้นๆ
ลงอ่างน้ำเย็น คอยถ่ายน้ำให้เย็นอยู่เสมอ เสร็จแล้วเทเส้นซ่าหริ่มใส่ผ้าขาวบาง
พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
3.
ละลายน้ำตาลทรายและน้ำดอกมะลิอย่างละ 3 ถ้วย ลงในหม้อ
ตั้งไฟให้เดือด ยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วนำขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง ใส่กะทิ
คนให้เข้ากัน พอเดือดยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น
4.
เวลารับประทาน ตักซ่าหริ่มใส่ถ้วย ใส่น้ำกะทิ
และน้ำแข็งทุบละเอียด
ลำเจียก
วิธีทำ
1.
นำน้ำตาลมะพร้าวใส่กระทะทองผสมน้ำเล็กน้อย
ตั้งไฟให้ละลาย ใส่มะพร้าวขูด เคี่ยวให้เหนียว ยกขึ้นพักไว้สำหรับทำไส้
2.
นวดแป้งข้าวเหนียวกับหัวกะทิ
นำใส่แร่งร่อนในกระทะก้นแบน ใช้ไฟอ่อน โรยให้แป้งบางเสมอกัน
นำไส้ที่อบไว้วางตรงกลาง ใช้เหล็กที่ตัดขนมแซะแป้งตลบเข้าห่อไส้ไว้
เรียงใส่โถหรือภาชนะที่มีฝาปิดสนิท อบด้วยควันเทียนให้หอม
มัศกอด
วิธีทำ
1.
ตีไข่ให้ขึ้น
แล้วทยอยใส่น้ำตาลลงไปขณะตีจนขึ้นฟู ใส่แป้งลงในไข่ที่ตีขึ้นแล้ว โดยใช้ไม้ตีไข่
คนตะล่อมไปทางเดียวกันให้เข้ากัน อย่าคนมากนักขนมจะยุบ
2.
ทาพิมพ์ด้วยน้ำมันขี้โล้ให้ทั่ว อบพิมพ์ให้ร้อน
แล้วตักแป้งที่ผสมแล้วใส่ลงไป 3/4 พิมพ์ นำไปเข้าเตาอบ
อบทั้งไฟบนและล่าง ใช้ไฟอ่อนความร้อนประมาณ 250-300 องศาฟาเรนไฮด์
อบประมาณ 15-20 นาที คอยสังเกตให้ขนมพอเป็นสีนวล
นำออกจากเตาแล้วรีบแกะออกจากพิมพ์ ถ้าทิ้งไว้ให้เย็นจะแคะออกจากพิมพ์ยาก
3.
ตีไข่ขาวให้ฟู ใส่น้ำตาลทรายป่นลงไป ตีเรื่อยๆ
จนขึ้นฟูแข็ง แบ่งใส่สีต่างๆ ตามต้องการ นำไปทาหน้าขนมจนทั่ว อบเฉพาะไฟบน 3-5 นาทีหรือจนกว่าหน้าขนมจะเป็นสีนวล จึงใช้ได้ ถ้าจะรับประทานกับมะพร้าวทึนทึก
ต้องขูดมะพร้าวหยาบๆ แล้วโรยลงไปบนไข่ขาวที่ทาหน้าขนม
แล้วจึงนำไปอบพอเหลืองนวลเช่นกัน
ทองหยิบ
วิธีทำ
1.
ต่อยไข่แยกไข่ขาวและไข่แดง รีดไข่แดงออกจากเยื่อ
ตีไข่แดงให้ขึ้นฟูเล็กน้อย อย่าตีให้ขึ้นมากเกินไปเพราะจะทำให้นิ่มเกินไป
เวลาจีบจะจีบไม่ได้
2.
ผสมน้ำตาลกับน้ำลอยดอกมะลิใส่กระทะทอง
ตั้งไฟพอน้ำตาลละลายยกลง กรองแล้วตั้งไฟใหม่จนเดือด
3.
ปิดไฟหรือยกน้ำเชื่อมลงจากเตาให้น้ำเชื่อมนิ่ง
ตักไข่แดงหยอดลงน้ำเชื่อมให้เป็นแผ่นกลมเล็กประมาณจีบลงถ้วยตะไลได้
หยอดจนเต็มกระทะ
4.
เปิดไฟหรือยกน้ำเชื่อมขึ้นตั้งไฟให้น้ำเชื่อมเดือด
ลดไฟลง คอยตักน้ำเชื่อมราดพอขนมสุกฟู ตักวางบนถาดอย่าให้ทับกัน พออุ่นหยิบจับจีบ 3-5 จีบ ใส่ถ้วยตะไล เมื่อเย็นสนิทดีจึงแคะออกจากถ้วย
ขนมผิง
วิธีทำ
1.
ใส่น้ำตาล หัวกะทิ ลงในหม้อ ตั้งไฟกลาง
เคี่ยวจนเป็นยางมะตูม ทิ้งไว้ให้เย็น ใส่ไข่คนให้เข้ากัน ร่อนแป้งมันลงผสม
นวดให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง
2.
นำแป้งที่หมักแล้วมาปั้นเป็นก้อนกลมเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ
1 ซม. เรียงในถาดที่ทาน้ำมันบางๆ
นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 360 ฟาเรนไฮต์ ประมาณ 10 นาที หรือจนขนมสุกเป็นสีน้ำตาลอ่อน แซะออกทิ้งไว้ให้เย็น เก็บใส่ขวดโหล
อบด้วยควันเทียน
รังไร
วิธีทำ
1.
ผสมแป้งข้าวเจ้ากับแป้งท้าวยายม่อมเข้าด้วยกัน
ค่อยๆ เทน้ำลอยดอกมะลิลงนวดให้เข้ากัน เทใส่กระทะทอง ตั้งไฟกวนไฟอ่อนๆ จนเหนียวข้น
จึงยกลงให้คลายความร้อน ใช้มือแตะหัวกะทินวดแป้งเบาๆ ให้เข้ากันดี
2.
แบ่งแป้งเป็นก้อนย่อมๆ
นำแป้งลงกดในพิมพ์สำหรับอัดเส้น ทาพิมพ์ด้วยหัวกะทิบางๆ
แล้วใช้มือกดออกมาเป็นเส้นๆ ให้รวมกันเป็นก้อนๆ พอดีคำ ตักเรียงในลังถึงนึ่งประมาณ
5 นาที เสร็จแล้วจัดเรียงใส่จาน
3.
เตรียมน้ำกะทิโดย
ผสมน้ำตาลทรายและน้ำดอกมะลิลงในกระทะ ยกขึ้นตั้งไฟ คนให้ละลาย ใส่กะทิ เกลือป่น
คนให้เข้ากัน พอเดือดยกลง
4.
เวลารับประทาน จัดขนมใส่จาน ราดด้วยน้ำกะทิ
โรยหน้าด้วยงาคั่ว
ทองหยอด
วิธีทำ
1.
ต่อยไข่แยกไข่ขาวและไข่แดง
รีดไข่แดงออกจากเยื่อ ตีให้ขึ้นฟูมากๆ
2.
ผสมน้ำตาล 3 ถ้วย กับน้ำลอยดอกมะลิ 3
ถ้วย ตั้งไฟพอน้ำตาลละลายยกลง กรองแล้วทิ้งไว้ให้เย็น
เป็นน้ำเชื่อมใสไว้สำหรับแช่ทองหยอด
3.
ผสมน้ำตาล 5 ถ้วย กับน้ำลอยดอกมะลิ 3
ถ้วย ตั้งไฟพอน้ำตาลละลายยกลง กรองแล้วตั้งไฟใหม่จนเดือดพล่าน
เป็นน้ำเชื่อมข้นไว้สำหรับหยอดทองหยอด
4.
แบ่งไข่แดงมาผสมกับแป้งทีละ 1 ถ้วย ต่อแป้งข้าวเจ้า 1/3 ถ้วย คนให้เข้ากัน
หยอดลงในน้ำเชื่อมข้นที่เดือดพล่าน โดยใช้นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง
ขยุ้มแป้งขึ้นมา แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือรูดส่วนผสมไปที่ปลายนิ้ว สะบัดลงในน้ำเชื่อม
หยอดจนหมด รอจนสุกแล้วตักขึ้นแช่ในน้ำเชื่อมใส เมื่อทองหยอดเย็นดีตักขึ้น
ทองม้วน
วิธีทำ
1.
ผสมแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน นวดกับน้ำปูนใส
จึงใส่น้ำตาลและกะทิ คนจนน้ำตาลละลาย นำไข่ที่ตีจนขึ้นฟองลงผสมให้เข้ากัน
2.
ทาพิมพ์ด้วยน้ำมันให้ทั่ว ผิงไฟให้ร้อน
ตักแป้งใส่พิมพ์ ผิงไฟปานกลาง กลับให้เหลืองทั้งสองด้าน นำขึ้นม้วนหรือพับขณะที่ยังร้อนอยู่
ทิ้งไว้ให้เย็น เก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท เก็บไว้รับประทานได้นาน
จ่ามงกุฏ
วิธีทำ
1.
วิธีทำถ้วยขนม
นวดแป้งกับไข่แดงให้เข้ากันจนนิ่มมือ ใช้ไม้คลึงให้แป้งเป็นแผ่นกลมบางๆ
กรุลงในพิมพ์ นำไปอบให้สุกเหลือง
2.
วิธีทำเมล็ดแตงโม ละลายน้ำตาลด้วยน้ำสะอาดลงในกระทะ
ตั้งไฟเคี่ยวให้เหนียว พักไว้ให้เย็น ตั้งกระทะไฟอ่อนๆ คั่วเมล็ดแตงโมให้เหลือง
ใช้มือจุ่มน้ำเชื่อมสะบัดใส่เมล็ดแตงโม
ให้น้ำตาลเกาะเมล็ดแตงโมมีลักษณะเป็นหนามเล็กๆ
3.
ผสมกะทิกับน้ำตาลทราย ตั้งไฟอ่อนๆ
เคี่ยวให้ส่วนผสมข้น ยกลงทิ้งไว้ให้อุ่น ทยอยใส่ไข่แดงลงผสมทีละฟอง
คอยคนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน ร่อนแป้งลงผสม คนให้เข้ากัน
นำไปตั้งไฟกวนให้สุกและแห้งไม่ติดมือ ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น
4.
ปั้นส่วนผสมที่ได้เป็นรูปกลม ใช้มีดกรีดเบาๆ
เป็น 6 พู ลักษณะคล้ายผลมะยม
วางลงบนถ้วยขนมที่เตรียมไว้ แต่งด้วยเมล็ดแตงโมโดยรอบ ปั้นส่วนผสมเป็นเม็ดกลมเล็กๆ
วางเป็นยอดและปิดทองบนยอด
ช่อม่วง
วิธีทำ
1.
เคล้าหมูกับกุ้งเข้าด้วยกันพร้อมกับน้ำปลา
โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทย เข้าด้วยกัน
ตั้งกระทะน้ำมันใส่เครื่องที่โขลกลงผัดให้หอม ใส่หมูและกุ้งที่เคล้าแล้วปรุงรสด้วยน้ำตาล
ผัดคลุกเคล้าให้หมูและกุ้งสุก ตักขึ้นใส่จานพักไว้
2.
ผสมแป้งข้าวเจ้าและข้างเหนียวเข้าด้วยกัน
ใส่น้ำดอกมะลิลงไปทีละน้อย นวดแป้งไปเรื่อยๆ ประมาณ 10 นาที จึงใส่น้ำดอกมะลิลงไปให้หมด ใส่น้ำดอกอัญชัน กวนให้เข้ากัน
ยกขึ้นตั้งไฟอ่อน กวนแป้งให้สุกล่อนจากกระทะยกลงทิ้งไว้ให้อุ่น นวดให้แป้งเนียน
แบ่งแป้งปั้นให้เป็นก้อนกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ½ นิ้ว
3.
แผ่แป้งให้แบน โดยให้ด้านริมบางตรงกลางหนา
ตักไส้ใส่แล้วรวบริมแป้งหุ้มไส้ให้มิด จับจีบเป็นกลีบๆ ให้มีลักษณะเป็นกลีบดอกไม้
แล้วนำไปนึ่งประมาณ 10 นาที ยกลงพรมด้วยกะทิ
ฝอยทอง
วิธีทำ
1.
ต่อยไข่แยกไข่ขาวไข่แดง
เก็บไข่ส่วนที่ใสไม่เป็นลิ่มเรียกว่า “ไข่น้ำค้าง” ไว้ต่างหาก รีดไข่แดงออกจากเยื่อ แล้วผสมกับไข่น้ำค้างคนให้เข้ากัน
2.
นำเปลือกไข่ 4-5 ฟอง ล้างให้สะอาดแล้วขยำให้แตกใส่ลงในหม้อ ใส่น้ำตาล ใส่น้ำลอยดอกมะลิ
ตั้งไฟกลางคอยคนอย่าให้ไหม้ ต้มให้เดือดประมาณ 10 นาที
กรองด้วยผ้าขาวบางลงกระทะทองสำหรับโรยฝอยทอง ตั้งไฟกลางค่อนข้างอ่อน
ควรให้น้ำตาลเดือดรอบๆ กระทะอย่าให้เดือดตรงกลาง
3.
ตักไข่ที่ผสมไว้ใส่กรวยทองเหลืองหรือกรวยใบตองรูเล็กๆ
แล้วโรยลงกระทะน้ำตาลเดือดเป็นวงรอบๆ ประมาณ 20-30 รอบ ต้มประมาณ 2-3 นาที ให้ฝอยทองสุก
4.
ใช้ไม้ยาวแหลมสอยเส้นฝอยทองส่ายไปมาให้เส้นเรียงกันเรียบ
สอยขึ้นพับเป็นแพเรียงใส่ถาด
ขนมชั้น
วิธีทำ
1. เชื่อมน้ำเชื่อมโดยใช้น้ำ 1 ถ้วย น้ำตาลทราย 3
ถ้วย
2.
ผสมแป้งทั้ง 4 ชนิด เข้าด้วยกัน แล้วนวดกับกะทิ โดยค่อย ๆ ใส่กะทิทีละน้อย ๆ นวดนาน ๆ
จนกะทิหมด แล้วใส่น้ำเชื่อมคนให้เข้ากัน พอให้แป้งติดหลังมือนิดหน่อย
3.
กรองแป้งทั้งหมด แล้วแบ่งแป้งครึ่งหนึ่งเป็นสีขาว
อีกครึ่งหนึ่งใส่ใบเตยหรือสีตามชอบ
4.
นำถาดไปนึ่งแล้วทาน้ำมันให้ทั่ว
ใส่แป้งสีขาวประมาณ 1/2 ถ้วย แล้วนึ่งให้สุกประมาณ 5 นาที ชั้นที่ 2 ใส่สีเขียว แล้วนึ่งอีกประมาณ 5
นาที ทำเช่นนี้ไปจนหมดแป้ง แล้วให้ชั้นสุดท้ายเป็นสีเข้มกว่าชั้นอื่น
ๆ เมื่อสุกยกลงทิ้งให้เย็น แล้วตัดเป็นชิ้นตามต้องการ
ขนมถ้วยฟู
วิธีทำ
1. ร่อนแป้งข้าวเจ้ากับยีสต์รวมกัน
แล้วค่อยๆ ใส่น้ำลอยดอกมะลิทีละน้อยๆ นวดจนแป้งนุ่ม แล้วใส่น้ำตาลทรายลงในแป้ง
นวดต่อจนน้ำตาลทรายละลายหมด หลังจากนั้นค่อยๆ ใส่น้ำลอยดอกมะลิในส่วนผสมแป้งทั้งหมด
2. หมักส่วนผสมแป้งไว้ประมาณ
3 ชม.
3. เตรียมลังถึง
ตั้งน้ำให้เดือด นึ่งถ้วยให้ร้อนจัด ตักส่วนผสมแป้งที่หมักไว้
1 ถ้วยตวง ใส่ผงฟู 1/2 ช้อนชา
ผสมให้เข้ากัน หยอดลงในถ้วยให้เต็ม นึ่งไฟแรงประมาณ 15
นาที ทิ้งให้ขนมอุ่นๆ จึงแคะออกจากถ้วย
ขนมเม็ดขนุน
วิธีทำ
1. นำถั่ว กะทิ
น้ำตาลทราย ไปกวนรวมกันในกระทะทองเหลือง ใช้ไฟอ่อนๆ กวนจนถั่วเริ่มแห้ง ประมาณ 15
นาที พักไว้ให้เย็น
2. ปั้นส่วนผสมของถั่วให้เป็นก้อนยาว
1- ½ นิ้ว หนา 1 นิ้ว
กดให้แบนเล็กน้อยและนำไปอบควันเทียนนาน 10 นาที ปิดฝาให้มิดชิด
3. นำน้ำเปล่า
น้ำตาล ใบเตย กลิ่นมะลิ ลงต้มในกระทะทองเหลืองด้วยไฟแรง
พอน้ำเชื่อมเดือดค่อยช้อนใบเตยทิ้งไป
4. ตีไข่แดงให้เข้ากัน
นำเม็ดขนุนลงชุบไข่ให้ทั่ว หยอดเม็ดขนุนลงในน้ำเชื่อม (น้ำเชื่อมจะต้องนึ่ง
ห้ามเดือดเด็ดขาด) ต้มให้ไข่สุกทั้งสองด้าน
5. เมื่อสุกเย็นตัวดีแล้วค่อยจัดเสิร์ฟ
บรรณานุกรม








.jpg)

.jpg)




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น